ทัพลงทุนแห่เข้าประเทศ “พินิจ”ย้ำสานสัมพันธ์“ไทย-จีน”ครบ1ปี

 ทัพลงทุนแห่เข้าประเทศ “พินิจ”ย้ำสานสัมพันธ์“ไทย-จีน”ครบ1ปี

“พินิจ จารุสมบัติ” เผยครบรอบ 1 ปี สภาวัฒนธรรมไทย-จีน ความสัมพันธ์สุดแน่นแฟ้น เดินหน้าการค้า การลงทุนเต็มที่ ย้ำอนาคต ไทยสดใสนักธุรกิจจีนเตรียมแห่ลงทุนในไทยตรึม! ล่าสุด “จันทบุรี” สุดเนื้อหอมแห่ลงทุนเลี้ยงปลาไหลญี่ปุ่นส่งออกไปทั่วโลก
 
นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ก.ย.57 นี้ จะเป็นวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี ของการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ โดยผลงานที่ผ่านมาของสภาวัฒนธรรมไทย-จีน ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสัมพันธภาพไทย-จีน ในหลายๆเรื่อง โดยได้ทำงานร่วมกับสมาคมวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ของกระทรวงวัฒนธรรม แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย, คณะศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว), มหาวิทยาลัยหัวเฉียว ที่นครเซี๊ยะเหมิน และมหาวิทยาลัยฝึกหัดครู นครปักกิ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการศึกษา มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ความร่วมมือด้านดนตรี และกีฬา รวมไปถึงความร่วมมือจัดงานพืชสวนโลก และการจัดงานยางพารานานาชาติ ที่เมืองชิงเต่า
 
นอกจากนี้ ยังได้สร้างสัมพันธ์ในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง จับคู่ระหว่างจังหวัดของไทยกับมณฑลของจีน อาทิ เมืองพัทยากับเมืองชิงเต่า ซึ่งทั้ง 2 แห่งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในด้านการแลกเปลี่ยนทางการค้า การลงทุนและถือเป็นต้นแบบของการจับคู่บ้านพี่เมืองน้องในอนาคตต่อไป ล่าสุดได้จับคู่ให้ จ.จันทบุรีกับเยียนไถ เป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน โดยจุดเด่นของทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นในเรื่องของผลไม้
 
ทั้งนี้ยังมีความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยได้ชักชวนนักธุรกิจชาวจีนจากเมืองและมณฑลต่างๆมาดูลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย อาทิ ชิงเต่า ซานตุง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง ฉางซา อันฮุย เหอหนาน เซินหยาง เทียนสิน กวางโจว นานกิง เซินเจิ้น ตงก่วน รวมถึงด้านการท่องเที่ยว ก็ได้ร่วมกันผลักดันให้เปิดสายการบิน ไปสาธารณรัฐประชาชนจีน หลายหัวเมืองเพิ่มขึ้น ทั้งซานตุง ชิงเต่า หวู่ฮั่น ฉางซา ซีอาน
 
นายพินิจกล่าวว่า ในปัจจุบันนักธุรกิจชาวจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีจำนวนมากพอสมควร โดยประเภทกลุ่มธุรกิจหลักๆที่มาลงทุนจะเป็นกลุ่มธุรกิจประเภทยางรถยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, พลังงานทดแทนโซล่าร์เซลล์, กลุ่มอาหารแปรรูปสินค้าเกษตร, อุตสาหกรรมเหล็ก, อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรหนัก รถบรรทุก เป็นต้น
 
“ล่าสุดจำนวนนักธุรกิจชาวจีนที่มาตั้งบริษัทในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 3,000 บริษัท โดยในจำนวนนี้มี 180 บริษัทที่นำเงินมาลงทุนมากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 160 ล้านบาท (1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ 32 บาท) และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าต่อจากนี้ไป จะมีกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนเดินทางมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน”
 
สำหรับธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของนักธุรกิจจีน ที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ คือปลาไหลญี่ปุ่น เพื่อแปรรูปและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก โดยเลือก จ.จันทบุรี เป็นแหล่งเพาะเลี้ยง นอกจากนี้ที่ จ.จันทบุรี ยังมีกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องประดับอัญมณี มาหาซื้ออัญมณี รวมถึงนำอัญมณีจากประเทศจีนมาจำหน่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพรไทย ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ก็กำลังเป็นที่สนใจของนักธุรกิจชาวจีนเช่นกัน
 
“ในอนาคตนักธุรกิจจีนจะยังคงหลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกมาก เพราะจากกระแสการแข่งขันทางการ ค้าภายในประเทศของจีน จะเป็นตัวบีบบังคับให้นักธุรกิจจีนต้องกระโจนออกมาลงทุนนอกประเทศ”
 
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามนักธุรกิจชาวจีนถึงเหตุผลที่เลือกมาลงทุนในประเทศไทย เหตุผลหลักก็คือประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นระบบถนน น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบขนส่งต่างๆ มีสนามบินที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ มีแรงงานที่ดีมีศักยภาพ อีกทั้งการที่ประเทศ ไทยจะลงทุนพัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะจะสามารถดึงดูดนักธุรกิจจีนมาลงทุนในไทยได้อีกจำนวนมาก
 
นายพินิจกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจชาวจีน ได้รับเสียงสะท้อนต้องการให้รัฐบาลไทย จัดการกับอุปสรรคการลงทุนของนักธุรกิจชาวจีน อาทิ การเข้ามาตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ของจีน เสียเปรียบโรงงานจากประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในเรื่องของภาษี เกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบ และการส่งออก, ปัญหาการขออนุญาตนำทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และวิศวกรชาวจีนมาประจำอยู่ที่โรงงานในประเทศไทยได้น้อยกว่าโรงงานญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คงต้องเร่งแก้ไข เพื่อสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการลงทุน โดยไม่แบ่งแยกว่านักธุรกิจนั้นจะมาจากประเทศใด.